มูรินโญ่ – เมื่อแนวคิดการบริหารงานแบบเดิม ใช้ไม่ได้แล้วในยุคนี้

ads

โชเซ่ มูรินโญ่ ในความเห็นของผม เป็นตัวแทนของแนวคิดในการบริหารทีมงานแบบเก่า แบบที่ใช้คุมทีมเชลซีได้แชมป์มาแล้ว ก่อนที่จะย้ายไปคุมทีมรีลมาดริด แบบแผนการบริหารงานที่ทุกคนในทีมจะต้องทำตามผู้จัดการ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ..//.

ในอดีต วิธีการบริหารงานแบบนี้อาจจะใช้งานได้ดี เพราะความรู้ต่างๆในยุคนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผู้จัดการที่มีความรู้มากกว่า ที่มีประสบการณ์และมุมมองที่กว้างกว่าลูกทีม จึงสามารถควบคุมลูกทีมได้ตามต้องการ..
.//.

เมื่อเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไป แนวความคิดของผู้คนได้เปลี่ยนไป

ซึ่งรวมไปถึงลูกทีมของเค้าด้วย

ทำไมแนวคิดการบริหารงานแบบเดิมใช้ไม่ได้แล้วในยุคนี้

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เมื่อเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไป แนวความคิดของผู้คนได้เปลี่ยนไป ซึ่งรวมไปถึงลูกทีมของเค้าด้วย…. เทคโนโลยีที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มากกกกก…. จึงส่งผลให้นักเตะก็สามารถเข้าถึงความรู้ เทคนิค แทกติกต่างๆ ได้เหมือนๆกัน สิ่งที่เหลือที่ลูกทีมยังไม่รู้ คือการนำทางจากผู้จัดการ ให้ผู้จัดการได้เป็นผู้นำทางของพวกเขา… แต่มูรินโญ่ไม่เข้าใจ ไม่ฟังลูกทีม พอผลงานของทีมแย่ก็กดดันลูกทีมหนักเข้าไปอีก
.//.
ผลที่เกิดขึ้น… ผลงานการทำทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ย่ำแย่มาก จนโดนไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม 2 ครั้ง จาก 2 ทีม คือ Chelsea กับ Manchester United

ผลงานหลังจากมูรินโญ่ไป

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเค้าโดนไล่ออกคือ ทีมก็เล่นได้ดีขึ้นทันทีเลยล่ะ….

สำหรับทีมเชลซี ผมจำไม่ได้ว่าใครมาคุมทีมต่อ แต่สำหรับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้นได้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มาช่วยคุมทีมต่อ…

ด้วยการคุมทีมของโซลชา ทำให้แมนยูเล่นได้ดีขึ้นทันที ถึงกับชนะติดต่อกับ 7 นัดติดในทุกรายการ ชนะแม้กระทั่งท็อตแน่มฮ็อตสเปอร์ซึ่งถือเป็นแมตช์ที่ เด เกอาโชว์ซุปเปอร์เซฟได้ถึง 11 ครั้ง จนมีการแซวกันเล็กน้อยว่า นักเตะที่เล่นห่วยเพื่อไล่มูรินโญ่นั้นก็คือ เดเกอานั่นเอง..//.

ผลงานของแมนยูชนะ 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการ หลังจากแพ้ลิเวอร์พูลไป 3-1
ผลงานของแมนยูชนะ 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการ หลังจากแพ้ลิเวอร์พูลไป 3-1

ทีนี้… ก็เลยเป็นคำถามอยู่ข้างใน ว่าสิ่งที่มูทำ กับสิ่งที่โซลชาทำนั้น แตกต่างกันยังไง?

อันนี้วิเคราะห์จากมุมของการบริหารเลยนะครับ เพราะผมไม่ใช่คนในแวดวงฟุตบอล ไม่ใช่คอมลัมนิสต์ชื่อดัง .//. สิ่งที่โซลชาต่างจากมูรินโญ่นั้นก็คือ อายุ อายุที่ยังเด็กกว่ามาก อายุที่ทำให้สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างจากคนที่อายุมากกว่า อายุที่ใกล้เคียงกับนักเตะในทีมมากกว่ามูรินโญ่ .//. จากอายุ ประสบการณ์ ที่แตกต่างจากมูรินโญ่แบบนี้ เลยทำให้โซลชาเข้าถึงลูกทีมได้ดีกว่าที่มูรินโญ่ได้ทำเอาไว้ เปิดโอกาสให้นักเตะได้แสดงความสามารถตามความถนัดที่ตัวเองมี พอเป็นอย่างนี้แล้ว นักเตะก็เลยมีกำลังใจขึ้นเยอะมาก และแสดงผลงานได้ดีมาก

แล้วผู้จัดการคนอื่นๆล่ะ จัดการกันแบบไหน

เมื่อพูดถึงการบริหารตามความสามารถของลูกทีม ก็เลยนึกถึงผู้จัดการทีมคนอื่นๆที่เป็นคู่แข่งของมูรินโญ่บ้าง .//. คนที่ผมนึกถึงมี 2 คน คือ เป็บ กวาร์ดิโอล่า กับ เจอร์เก้น คล็อปป์

เป็บนั้น ได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่มากกับทีมบาร์เซโลน่า ซึ่งยากมากที่คู่แข่งในลีกจะไล่ตามได้ ถึงแม้จะย้ายไปคุมบาเยิร์นมิวนิค ก็ยังสามารถสร้างผลงานได้ดีมาก .. แต่ในลาลีกากับบุนเดสลีกา ผมไม่ได้ติดตามผลงานเค้าเท่าไหร่หรอกนะ.. ซึ่งพอเป็ปมาคุมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็สามารถจัดการทีมได้อย่างไม่มีปัญหา .//. ทั้ง 3 ทีมที่เป็ปคุม ก็ลักษณะของทีมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บาร์ซ่า ก็มีสไตล์การเล่นแบบสเปน บาเยิร์น ก็มีระบบการเล่นแบบเยอรมัน หรือแมนซิตี้ ก็มีระบบการเล่นอีกแบบที่แตกต่างกันไป .//. เป็ป ไม่กล่าวโทษลูกน้องเหมือนกันมูรินโญ่ จากที่อ่านข่าวที่แมนซิตี้แพ้เชลซี เป็ปเป็นผู้จัดการในยุคใหม่ที่เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เค้ายอมรับว่าความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้ และยินดีกับผู้ชนะ .. การกระทำแบบนี้ นอกจากจะไม่กดดันลูกน้อง แต่เป็นการยอมรับว่าสิ่งต่างๆ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งย่อมมีข้อผิดพลาดได้ และพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อให้ทีมมีการพัฒนามากขึ้น ส่วนการพัฒนาลูกทีม เป็ปก็ได้สร้างนักเตะระดับโลกไว้หลายคน ซึ่งเท่าที่อ่านในบทความของ FourFourTwo ก็เห็นได้เลยว่าเป็ปมีความใส่ใจลูกทีม และพัฒนาความสามารถของลูกทีมอย่างเหมาะสม

ปรุงแต่งให้ทีมมีความกลมกล่อมด้วยความเข้าใจและความใส่ใจในลูกทีมเป็นอย่างดี

คราวนี้ มาดูวิธีการของเจอร์เก้น คล็อปป์กันบ้าง .. คล็อปป์มีผลงานที่จับต้องได้จากการคุมทีมโบรุสเซียดอร์ทมุนด์ ก่อนที่จะมาคุมลิเวอร์พูล พร้อมกับคำพูดว่า “I’m the normal one.” ซึ่งเค้าจะเป็นแค่คนธรรมดาที่จะพาทีมพัฒนาไปด้วยกัน .//. ซึ่งหลังจากนั้นเราก็ได้เห็นการปรับปรุงทีมลิเวอร์พูลมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเสริมสมรรถภาพของแดนหน้าด้วยการซื้อซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าในฤดูกาลต่อมา ซึ่งทำให้ทีมสามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่องด้วยสามประสาน SMF (Salah, Mane, Firmino นะ ไม่ใช่ Stone, Metal, Fire ^^) และล่าสุดในฤดูกาลปัจจุบัน (2018-2019) บอสก็ได้ซื้อ ฟาน ไดค์ และคิเอต้า มาเสริมเกมในแดนกลางกับหลังให้แน่นยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามที่คล็อปป์ได้พูดเอาไว้ในตอนที่มาคุมทีมครั้งแรก ว่าจะพัฒนาทีมไปด้วยกัน .//. พอไปหาข้อมูลต่อเรื่องเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้รู้เรื่องทัศนะคติของผู้จัดการทีมคนนี้มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติต่อเกมที่แพ้ต่อแมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 ซึ่งก็มันก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่าเล่นดีกว่าเดิมนะเนี่ย.. หรือการที่รอเวลาที่จะซื้อฟานไดค์ ก็เป็นความมุ่งมั่นที่ผู้นำควรจะมีจริงๆ แถมบทความจาก FourFourTwo ยังการันตีผลงานด้วยยอดนักเตะที่คล็อปป์ปั้นมาเองกับมือ ช่วยให้เราเห็นได้ว่า คล็อปป์เป็นผู้จัดการที่มองทีมที่มาคุมเป็นหลัก แล้วค่อยๆปรุงแต่งให้ทีมมีความกลมกล่อมด้วยความเข้าใจและความใส่ใจในลูกทีมเป็นอย่างดี

ผู้จัดการยุคเก่ากำลังจะหมดไป ผู้จัดการยุคใหม่กำลังมา

มูรินโญ่ ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของแนวคิดการบริหารแบบยุคเก่าที่ผู้นำจะต้องเก่งที่สุด ที่ผู้ตามจะต้องทำตามได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง… ซึ่งก็มีหลักฐานให้เห็นหลายอย่าง ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถใช้ได้แล้ว กับโลกยุคใหม่ ที่ข้อมูลข่าวสารนั้นไปทั่วถึงทั้งโลกแล้ว

โลกนั้นต้องการแนวคิดของผู้นำยุคใหม่ ผู้ที่เป็นคนธรรมดาที่สามารถทำผิดพลาดได้ คนที่ต้องการที่จะพัฒนาไปด้วยกันกับลูกทีม คนที่ใส่ใจลูกน้องที่จะพัฒนาให้เค้าเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่ทีมได้ โดยมองจากจุดที่ทีมนั้นเป็นอยู่ และมองจากจุดที่ลูกทีมนั้นยืนอยู่

อ่านทัศนะจากอีกหลายความเห็น
https://www.bbc.com/thai/international-46612052
http://www.siamsport.co.th/football/premierleague/view/106354


Mourinho - When old management style is useless in modern world
ads
ads
ads

Powered by Creative Market

ads
Booking.com
ads
Booking.com
ads
ads
ads
Booking.com
ads
ads

One Reply to “มูรินโญ่ – เมื่อแนวคิดการบริหารงานแบบเดิม ใช้ไม่ได้แล้วในยุคนี้”

Leave a Reply