ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 6 – หรือนี่เป็นจุดกำเนิดของคำว่า “น้ำรอการระบาย”

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องจากดร.มาเล่าฟังอีกแล้ว ช่วงนี้ก็เข้าหน้าฝนของปีอีกแล้ว พอฝนตกหนักน้ำก็เลยท่วม พอดีที่ผู้ว่าฯกทมเค้าขอให้ใช้คำว่า “น้ำรอการระบาย” แล้วก็มีหลายๆคนเอาไปเล่นกันสนุกใหญ่เลย

เมื่อวานก็คุยกันเล่นๆกับดร. ก็เลยไปถึงไอ้คำว่า “น้ำรอการระบาย” ของผู้ว่าฯ นี่แหละ อยู่ดีๆดร.ก็พูดขึ้นมาว่า “พ่อนี่แหละ เป็นคนเริ่มคำว่า ‘น้ำรอการระบาย’

ไอ้เราก็ ห้ะ! ใช่หรอป๊า? ทีนี้ดร.ก็เลยเล่าให้ฟัง

คือเมื่อก่อน ตอนที่ดร.เคยรับราชการอยู่ที่กรมทรัพย์ฯ เคยเขียนบทความให้กทม. เกี่ยวกับน้ำท่วมในกรุงเทพเนี่ยแหละ

ดร.ยกตัวอย่าง ถ.วิภาวดี ในสมัยก่อนนั้น ถ.วิภาวดียังไม่ใหญ่เท่านี้ (จำไม่ได้แล้วว่ามีข้างละกี่เลน เดี๋ยวไปถามมาใหม่) แล้วข้างถนนสองข้างก็จะมีคู เอาไว้ระบายน้ำจากถนน คูมันก็กว้าง แบบกว้าง 3-4 เมตร แล้วก็ลึก เมตรกว่าเลยล่ะ แต่พอเมืองขยาย เค้าก็ขยายถนน แล้วก็เอาดินไปถมคูที่อยู่ข้างๆถนน แล้วเดินเป็นท่อระบายน้ำแทน ไอ้ท่อระบายน้ำที่เอาแทนเนี่ย มันเหลือความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางแค่ 1 เมตรแค่นั้นเอง ทีนี้ พอฝนตกมาบนถนน น้ำที่เคยมีคูระบายน้ำขนาดใหญ่ไว้รอรับ มันก็ไม่มีที่ไป มันก็เลยอยู่บนถนน เพื่อ “รอการระบาย” นี่แหละ

นั่นแหละครับ ดร.บอกว่าไอ้ “น้ำรอการระบาย” เนี่ย มันเกิดจากท่อระบายน้ำมันเล็กเกินไป มันระบายไม่ทัน มันเลยรอการระบายก่อน … สงสัยผู้ว่าฯคงได้ไปอ่านบทความที่ดร.เขียนเอาไว้ให้มั้งครับ ^^

จบก่อนนะ เดี๋ยวเขียนเรื่องเสาเข็มกับน้ำในกรุงเทพให้อ่านอีกทีนะครับ

Ps: เขียนแบบเร็วๆก่อนนะครับ เดี๋ยวหารูปมาใส่อีกที

พระจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์จริงหรอ?

บันทึกบนมือถือก่อนในคืนที่หลายๆคนรอดู Keynote เปิดตัว iPhone6 ก่อนเลยนะครับ ก่อนจะลืม วันนี้ตอนขับรถกลับบ้านได้คุยกับพ่อนิดนึง ด้วยความที่พ่อคุยเรื่องพระจันทร์ ผมเลยคิดมาได้ว่า “เอ… ทำไมพระจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์ได้ล่ะ?” ก็เลยถามพ่อ…
Continue Reading

ไฟ ฟ้า ไฟส่องทางสว่างจาก TMB

สวัสดีครับ วันนี้ได้ฤกษ์ลงบทความที่ค้างไว้นานมากแล้ว จากที่เมื่อปลายปี 2554 ดร.สนามได้มีโอกาสไปบริจาคจักรเย็บผ้า ELVIRA และเยี่ยมชมสถาบันไฟ ฟ้าของธนาคารทหารไทย (TMB) ที่ถ.ประดิพัทธ์ ผมก็ได้มีโอกาสติดตามไปด้วยเลยเอามาฝากกันครับ

โลโก้โครงการ “ไฟ ฟ้า”

Continue Reading

ฟังดร.เล่า: เกริ่นนำ

สวัสดีครับ เนื่องจากที่ผม @gd_ab ได้คุยกับพี่ @iPattt เรื่องน้ำท่วมในเมืองไทย แล้วผมเล่าถึงที่ผมได้คุยกับพ่อของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เลยมาเขียนบทความให้อ่านกันครับ

ผมขอเกริ่นประวัติโดยย่อของพ่อผมก่อนครับ เพื่อความน่าเชื่อถือของบทความที่จะเขียนต่อไปครับ

  • พ่อผมจบปริญญาตรี จากภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 3

  • เมื่อจบการศึกษา พ่อได้เข้าทำงานที่กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม

  • เมื่อทำงานไปได้ซักพัก พ่อก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ University of Manchester ประเทศอังกฤษ แล้วใช้เวลา 2 ปี 9 เดือน (เท่าที่จำได้นะครับ) ในการศึกษาจบระดับปริญญาโท-เอก ซึ่งถือว่าเป็นการขอจบที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสมัยนั้นครับ

  • ทำงานในกรมฯจนมีการเปลี่ยนอธิบดี พ่อไม่ยอมอ่อนให้ฝ่ายการเมือง พ่อก็ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกับพี่น้อง จนถึงปัจจุบันครับ ระดับสุดท้ายในข้าราชการของพ่อคือระดับ C8 ครับ

สำหรับผลงานของพ่อในสมัยอยู่กรมฯ ที่ผมรู้ก็มีดังนี้ครับ

  • อยู่ในคณะทำงานสำรวจและทำแผนที่ทางธรณีวิทยาของประเทศไทย โดยเริ่มจากการเป็นคนทำงบประมาณ แล้วก็เลื่อนขั้นมาเรื่อยๆจนเป็นหัวหน้าคุมโครงการฯ โครงการนี้ใช้เวลาประมาณ 13 ปี (เท่าที่จำได้นะครับ)

  • เป็นเลขาฯให้กับอธิบดีกรมทรัพฯ

  • เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติในเรื่องดีบุก (ไม่รู้หัวข้อครับ เห็นพ่อว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับราคาขายในตลาดโลก)

  • อยู่ในคณะที่ปรึกษาของนายกฯ สมัยพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เห็นพ่อว่าตอนที่ประชุมกันอยู่ เค้ากำลังประท้วงกันอยู่เลย

  • ช่วยให้ลูกน้องพ่อได้เรียนปริญญาเอก จนเค้าพูดกันในสมัยนั้นว่าถ้าอยากเรียนปริญญาเอกต้องมาหาด็อกเตอร์ (เห็นพ่อบอกว่าโครงการที่ทำน่ะปริญญาตรี-โทนั้นไม่พอ ต้องการคนที่มีความรู้ระดับปริญญาเอกมาช่วยทำงาน)

  • พ่อเคยเป็นอาจารย์พิเศษให้กับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เคยเอาผมตอนที่ยังเป็นทารกอายุ “2 เดือน” ไปฝากไว้ที่บ้านเด็กจุฬา ทำงานจนลืมไปรับลูกด้วย กว่าจะมารับก็ 3 ทุ่มแน่ะ)update: 23/03/2555 วันนี้มีอาจารย์จากม.รามคำแหงโทรมาหาพ่อเรื่องค่าจ้างเขียนตำราธรณีวิทยา ที่พ่อเคยเขียนเอาไว้ตั้งแต่สมัยรามฯเพิ่งจะตั้งใหม่ๆ #ผมยังไม่เกิดเลย O-o

จริงๆแล้วพ่อทำงานเยอะกว่านี้เยอะเลยครับ แต่พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ เพราะผมเองก็จำได้ไม่หมดเหมือนกัน ไว้ได้คุยกับพ่อเรื่องงานของพ่ออีก จะมาเพิ่มเติมอีกนะครับ

— การที่ผมใช้ “ฟังดร.เล่า” แทน “พ่อ” เพราะผมไม่อยากจะเหมือนใครครับ อีกทั้งผมชอบเรียกพ่อว่า “ดร.” เหมือนลูกน้องพ่อครับ —

แผนผังแม่น้ำที่ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 2 – ทางออก(ของน้ำใน)ประเทศไทย

สวัสดีครับ วันนี้ผมมาเล่าเรื่องน้ำท่วมเมืองไทยต่อจากเมื่อวานครับ โดยวันนี้ (20 ต.ค. 2553) หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ได้ลงรูปแผนผังแม่น้ำในภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งผมขอเอามาทำรูปประกอบบทความนี้ครับ

[2017-10-25 มีอัพเดทข้อมูลจาก @thanyakij อยู่ด้านล่างนะครับ]

น้ำท่วมเมืองไทย: สาเหตุของน้ำท่วมโคราชและวิธีแก้ไข

ข่าวน้ำท่วมในจังหวัดนครราชสีมา ทางช่องทีวีไทยเมื่อวานนี้ (19 ต.ค. 2553) ตอนค่ำ รองอธิบดีกรมชลประทานได้บอกสาเหตุของการที่น้ำท่วมในตัวเมืองโคราชนั้นเป็นเพราะมีปริมาณน้ำฝนมากผิดปกติ ประกอบกับพื้นที่รองรับน้ำน้อยลงไป ซึ่งทางกรมชลประทานก็มีตัวเลขปริมาณน้ำที่ไหลสำหรับอุทกภัยคราวนี้ และตัวเลขความสามารถในการรองรับน้ำของแม่น้ำด้วย ตรงนี้พ่อผมบอกว่า นี่ไงล่ะ น้ำท่วมเพราะพื้นที่ระบายน้ำน้อยนี่เอง แล้วถ้ามีตัวเลขแล้ว ทำพื้นที่รองรับน้ำให้เป็น 2 เท่าได้มั้ย ในเมืองนอกเค้าถึงขนาดเวรคืนที่ดินเพื่อเอามาทำคลองระบายน้ำเลยนะ (เห็นมีแต่เวรคืนเพื่อทำถนน) เป็นถึงอธิบดีก็ได้ไปเมืองนอกบ่อยอยู่แล้วนี่

น้ำท่วมเมืองไทย: แนวทางการเพิ่มทางระบายน้ำออกทะเล

 

แผนผังแม่น้ำที่ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา
แผนผังแม่น้ำที่ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มา: หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 20 ต.ค. 2553

แม่น้ำสะแกกรัง-แม่น้ำสุพรรณบุรีแล้ววันนี้ (20 ต.ค. 2553) พ่ออ่าน Bangkok Post เรื่องน้ำท่วมแล้วเรียกผมไปดูแผนที่ที่แสดงแม่น้ำสายต่างๆที่ลงมาที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม่น้ำทุกสายจะลงมาเป็นคอขวดที่แม่น้ำเจ้าพระยา พ่อชี้แผนที่แล้วอธิบายตำแหน่งที่ควรจะทำทางระบายน้ำเพื่อปันน้ำออกไป (รูปที่ 1) ไม่ให้น้ำเข้ามาที่กรุงเทพมากเกินไปจนน้ำท่วม โดยเส้นสีดำแสดงเส้นทางที่ควรจะทำทางระบายน้ำเพิ่มเติมดังนี้

  1. ขยายจุดรวมแม่น้ำตรงช่วงจังหวัดนครสวรรค์
  2. แม่น้ำน้อย-อ่าวไทย ออกทางจังหวัดสมุทรสาคร
  3. เขื่อนพระรามหก-อ่าวไทย โดยออกช่วงจังหวัดสมุทรปราการหรือฉะเชิงเทรา

Update 2017-10-25: วันนี้ได้คุยกับ @thanyakij บนทวิตเตอร์ครับ เค้ามีข้อมูลเรื่องชลประทานในเมืองไทยแน่นมากครับ เค้าบอกว่า รูปที่ 1 ด้านบนนี้ ยังขาดเส้นทางน้ำทางตะวันออกของกรุงเทพไป 1 ชุดใหญ่เลยครับ ซึ่งตรงกับข้อ 3 ที่บอกไว้ข้างบนนี้ครับ

รูปจาก @thanyakij

ซึ่งเส้นทางน้ำนี้ จะไหลมาจากแถวเขื่อนพระรามหกครับ โดยไหลมาตามคลองระพีพัฒนศักดิ์ ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ราว 160-210 ลบ.ม./วินาทีคลองระพีพัฒนศักดิ์ขุดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เชื่อมเขื่อนพระรามหก เข้าโครงการชลประทานทุ่งรังสิต ไปแม่น้ำบางปะกง (ข้อมูลจาก @thanyakij https://twitter.com/thanyakij/status/923090235042365440 )


ซึ่ง @thanyakij ก็ส่งข้อมูลมาให้เยอะเลยครับ มีแผนผังคลองรังสิตที่เป็น flood way ไม่ให้น้ำท่วมสุวรรณภูมิด้วยครับ

แผนผังของคลองทางฝั่งกรุงเทพตะวันออก พร้อมปริมาณน้ำที่สามารถรองรับได้
แผนผังของคลองทางฝั่งกรุงเทพตะวันออก พร้อมปริมาณน้ำที่สามารถรองรับได้
แผนที่ แสดงคลองที่เชื่อมจากเขื่อนพระรามหก (ข้อมูลจากกรมชลประทาน)
แผนที่ แสดงคลองที่เชื่อมจากเขื่อนพระรามหก (ข้อมูลจากกรมชลประทาน)

นอกจากนี้ @thanyakij ยังบอกอีกด้วยว่า เส้นทางที่เสนอไป ข้อที่ 2 ทางรัฐบาลเองก็มีโครงการจะขุดคลองที่เชื่อมจากแม่น้ำน้อยไปอ่าวไทย โดยนโยบายนี้คุณบรรหารเป็นตัวตั้งตัวตี จนมาสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ก็ได้คุณธีระ วงศ์สมุทร (พรรคชาติไทยพัฒนา) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีเกษตรในสมัยนั้นเป็นคนดูแลโครงการนี้ แต่โครงการก็พับไปเพราะโครงการตัดผ่านหมู่บ้านจัดสรรมากมายครับ

คลองที่จะขุด (เส้นสีแดงหนา) เชื่อมแม่น้ำน้อยไปอ่าวไทย
คลองที่จะขุด (เส้นสีแดงหนา) เชื่อมแม่น้ำน้อยไปอ่าวไทย [รูปจาก @thanyakij]

ทีนี้ พอโครงการเดิมทำไม่ได้แล้ว กรมชลประทานก็ได้ไปทำการศึกษาใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ฝั่งตะวันออก ขยายคลองอนุศาสนันท์ คลองระพีพัฒน์ คลอง13 คลอง 14 คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ให้ได้ 1000 ลบ.ม./วินาที
2. คลองบางบาล-บางไทร บายพาสเกาะเมืองอยุธยา (ขุดเพิ่ม)
3. ฝั่งตะวันตก คลองแม่ปิง-แม่กลอง 1000 ลบ.ม./วินาที (ขุดเพิ่ม)

 

การขุดคลองตามแนวทางของกรมชลประทาน 3 เส้น (เส้นประ)
การขุดคลองตามแนวทางของกรมชลประทาน 3 เส้น (เส้นประ)

 

คลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก ตามแผนของกรมชลประทาน
คลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก ตามแผนของกรมชลประทาน

 

เส้นทางระบายน้ำบายพาสผ่านเกาะเมืองอยุธยา
เส้นทางระบายน้ำบายพาสผ่านเกาะเมืองอยุธยา

 

โดยสรุปคือแนวตามข้อ 2 นั้นทำไม่ได้แล้ว กรมชลประทานเลยศึกษาแนวใหม่เป็น บายพาสเกาะเมืองอยุธยา และ แม่ปิง-แม่กลอง

ส่วนข้อ 3 ก็ขยายความจุให้ได้เทียบเท่าแม่น้ำป่าสัก รายละเอียดอ่านได้จากรายงานในลิ้งก์นี้ครับ http://www.publicreport.opm.go.th/uploading/uploadfile/project_file/201472293931%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8.pdf

 

ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก @thanyakij มากๆเลยครับ

 

น้ำท่วมเมืองไทย: ส่งท้าย

พ่อยังเสริมอีกว่า กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ มันง่ายอยู่แล้วที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ก็เล่นเอาพื้นที่ทำนามาสร้างตึกมันก็ไม่มีที่ให้น้ำไปสิ ซึ่งการจะแก้น้ำท่วมโดยทำให้พื้นที่กรุงเทพสูงขึ้นมันทำไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรจะแก้น้ำท่วมโดยการผันน้ำออกไปทางอื่นดีกว่า แล้วต้องทำทำนบกั้นดินหล่นไปในทางระบายน้ำด้วยนะ อย่างใน Zermatt, Switzerland ลูกก็เคยไปเห็นแล้วนี่ ซึ่งผมขอจบไว้ตรงนี้กับรูปสวยๆจาก Zermatt เลยแล้วกันนะครับ

Central Zermatt and Matter Vispa river, Wallis, Switzerland, 2012 August

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 1

น้ำท่วมในจังหวัดทางภาคอีสานของประเทศไทย ทำให้ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่ @iPattt ถึงเรื่อง ความสบายของคนกรุง vs. ความเดือดร้อนของคนชนบท ซึ่งผมมีมุมมองต่างออกไป

แนวความคิดเรื่องน้ำท่วมของผมนั้นเริ่มมาจากที่ผมดูข่าวเรื่องน้ำท่วม แล้วคิดว่าทำไมเราไม่มีการจัดการน้ำที่ดีกว่านี้ ขนาดในสมัยอียิปต์โบราณยังมีการจัดการเรื่องชลประทานที่ดีเลย ก็เลยไปถามพ่อผมเกี่ยวกับเรื่องนี้

น้ำท่วมเมืองไทย: บทบาทของนักวิชาการ

เรื่องน้ำท่วมนั้น พ่อบอกว่าจริงๆแล้วนักวิชาการในส่วนราชการไทยมีคนที่มีความรู้ในการจัดการน้ำอยู่เยอะ แต่ไม่มีคนที่ทำจริงๆซักที คนที่ทำก็ไม่รู้จริง

น้ำท่วมเมืองไทย: แนวความคิดในการแก้ปัญหา

การที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้นั้นจะต้องมีการศึกษาเก็บข้อมูลน้ำเพื่อทำการวิเคราะห์ปริมาณน้ำซะก่อน โดยเมื่อมองแนวเทือกเขาเป็นตัวแบ่งระหว่างลุ่มน้ำ (รูปที่ 1) ก็จะเห็นว่ามีลุ่มน้ำส่วนหนึ่งที่มีน้ำเยอะ และจะมีลุ่มน้ำอีกส่วนหนึ่งที่มีน้ำน้อย

หลักการของการแก้ปัญหาน้ำท่วมคือการกระจายน้ำจากส่วนที่น้ำเยอะไปสู่ส่วนที่มีน้ำน้อย โดยจะต้องมีการดำเนินการในส่วนนี้คือ น้ำที่มาจากภูเขา จะต้องมีการปันน้ำออกไปทางอื่น เพื่อเป็นการแบ่งน้ำที่จะไหลลงลุ่มน้ำให้น้อยลงไป โดยการจะบอกได้ว่าจะปันน้ำยังไง เมื่อไหร่ ก็จะต้องทำการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลปริมาณน้ำและทำการวิเคราะห์ในเชิงกว้างทั้งประเทศ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประเมินปริมาณของน้ำในแต่ละส่วนได้

น้ำท่วมเมืองไทย: กรุงเทพฯ

สำหรับน้ำท่วมในกรุงเทพฯที่มีบทความของ @fringer เรื่อง ความสบายของคนกรุง vs. ความเดือดร้อนของคนชนบท ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยกับพี่ @iPattt ครับ แต่แนวทางแก้ปัญหาต่างกันไปครับ

สาเหตุของน้ำท่วมในกรุงเทพฯนั้น พ่อเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนกรุงเทพฯน้ำไม่ท่วมครับ โดยคลองต่างๆ ยังมีขนาดใหญ่กว่านี้เยอะ ยกตัวอย่างคลองเลียบถนนวิภาวดี-รังสิต ซึ่งเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน (เขียนบทความปี พ.ศ. 2553) คลองระบายน้ำข้างถนนจะมีขนาดกว้างกว่าปัจจุบันนี้ประมาณ 3 เท่าครับ ทำให้สามารถระบายน้ำได้ดี แต่เมื่อมีการขยายถนน มีการสร้างตึก ก็ทำให้ทางระบายน้ำต้องน้อยลงไปครับ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯครับ

และอีกสาเหตุของน้ำท่วมในกรุงเทพฯที่ผมได้คุยกับพ่อในวันนี้ (19/10/2553) เกี่ยวกับการที่ต้องปันน้ำให้อยู่ภายนอกกรุงเทพฯจากบทความของ @fringer ข้างต้น พ่อบอกว่าพื้นที่กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะมีตะกอนดิน (silt) ไหลมากับแม่น้ำ รวมมาเป็นสันดอนปากแม่น้ำ ซึ่งตะกอนเหล่านี้บางส่วนก็จะตกตะกอนอยู่กลางทาง พ่อบอกว่าถ้า 10 ปีก่อนแม่น้ำเจ้าพระยาลึกระดับหนึ่ง (รูปที่ 2 ด้านซ้าย) แล้วสมมุติว่าสามารถรองรับน้ำที่ไหลมาปีละ 10 ล้านลูกศก์เมตร แล้วทีนี้ตะกอนก็ไหลมาสะสมเรื่อยๆ ทุกวัน ทุกปี และที่ปากแม่น้ำก็มีตะกอนไหลมาเติมเหมือนกัน จนแม่น้ำตื้นเขินกว่าที่เคยเป็นดังในรูปที่ 2 ด้านขวา แต่ทีนี้น้ำยังไหลเท่าเดิม ก็จะทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและทำให้น้ำท่วมกรุงเทพในที่สุดครับ

สำหรับวิธีแก้ไขน้ำท่วมในกรุงเทพฯ พ่อบอกว่าจะต้องขุดลอกแม่น้ำตั้งแต่ต้นสาย เรื่อยมาจนออกทะเลไป โดยต้องทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งควรจะต้องก่อเขื่อนกั้นดินริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อกันดินที่ยังร่วนอยู่ ไม่ให้ลงมาในแม่น้ำ โดยจะต้องกั้นลึกลงไปจนถึงระดับดินแข็งที่อัดตัวแน่นแล้ว เพราะดินกรุงเทพเป็นดินร่วนครับ อย่างเวลาตอกเสาเข็มยังต้องตอกลึกลงไปถึงชั้นดินที่อัดตัวแน่นแล้วครับ ตรงนี้พ่อบอกว่ารัฐต้องใช้งบประมาณมหาศาลซึ่งมากกว่าการที่ไปให้ค่าตอบแทนกับชาวนาที่ให้ที่นาสำหรับปันน้ำไม่ให้เข้ามาในกรุงเทพฯ เยอะนักครับ

น้ำท่วมเมืองไทย: ปิดท้าย

พ่อบอกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็เหมือนกับปัญหารถติด ซึ่งจะต้องมีการแก้ปัญหาจากภาพรวมโดยกว้าง และจะต้องแก้กันในระยะยาว โดยควรจะต้องมีวิศวกรมาเก็บข้อมูลและศึกษาแนวทางแก้ไข เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างเป็นระบบต่อไปครับ

สำหรับคราวนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องอีกครับ