หน้าตาโปรแกรม Openshot ใหม่

Openshot เวอร์ชั่นใหม่ 2.3.4

โพสต์นี้เอาสั้นๆนะครับ จากที่เขียนบล็อกไปเมื่อวานที่สอนทำ Squared Video โดยใช้ Openshot วันนี้ก็เลยมาลอง Openshot เวอร์ชั่นใหม่ทำวิดีโอตัวใหม่ซะเลย

Continue Reading

วิธีทำ Squared Video ด้วย Openshot และ GIMP

สวัสดีครับ วันนี้พอดีมีโปรเจ็ควิดีโอที่บริษัท ก็เลยอยากจะทำ Squared Video แบบที่เค้ากำลังนิยมกัน แบบนี้ครับ

สำหรับโพสต์นี้ จะใช้ Openshot และ GIMP ในการทำวิดีโอนี้ขึ้นมาครับ

Continue Reading

วิธีการเปิดใช้งานฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือในแอพ TMB Touch

วันนี้เปิดแอพ TMB Touch ขึ้นมา แอพมันแจ้งบอกว่าสามารถเปิดใช้ฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือ สำหรับเข้าใช้งานแอพได้แล้ว (แต่ลืมแคปที่แอพมันแจ้งมานะ) ก็เลยเปิดใช้ซะเลย

…ในโพสต์นี้ .. ตอนนี้ใช้งานแอพบน android ไปก่อนนะครับ เดี๋ยวกลับบ้านแล้วจะเอา iPhone ของแฟนมาลองเล่นดูครับ เดี๋ยวมาเขียนเพิ่มนะ

Continue Reading

อาหารทุกอย่างยกเว้นซุป มาบนสายพาน

[รีวิว] Sushi Express ซูชิง่ายๆ ถูกๆ ในราคาเดียว

ช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้พาลูกไปกินซูชิที่ Sushi Express ที่เซ็นทรัลเวสต์เกต (Central Westgate) เป็นร้านซูชิสายพานเล็กๆ ราคาน่ารักๆ เพียงแค่จานละ 30 บาท เท่านั้นเอง!

Continue Reading

ค้น Google บน Galaxy S6 Edge หาวิธีแก้ iMac Boot ไม่ผ่าน

วิธีแก้เมื่อ iMac Boot ไม่ผ่าน

เจ้า iMac ของแฟนผม มันก็อายุมากแล้วนะ มันก็เป็น iMac  ช่วง​ Mid 2011 อายุมันก็เยอะพอสมควรแล้วล่ะ

พอเกิดปัญหาที ก็ถึงคราวผม ที่เกิดจบวิศวะคอม จะต้องมาแก้ปัญหาซะนี่

แก้มาหลายครั้งละ ก็รวบรวมมาเขียนเป็นบล็อกเลยซะแล้วกัน คราวต่อไปจะได้มีข้อมูลเอาไว้ใช้ได้…
Continue Reading

review great wall movie

Movie Review: The Great Wall

นานๆที จะได้มีโอกาสดูหนังซะครั้งนึง เลยถือโอกาสสิ้นปี 2559 ไปดูหนังซักเรื่องนึง ตอนแรกก็เลือกกันอยู่ระหว่างสามเรื่อง The Great Wall, La La Land แล้ว Passengers สุดท้าย ด้วยปัจจัยเรื่องเวลาและโชค ก็เลือกดูที่ The Great Wall

Continue Reading

[รีวิว] แวะดูร้าน One Piece Mugiwara Store Bangkok มาดูสินค้าจากการ์ตูนวันพีซกัน ^^ (ตอนที่ 2)

จากคราวที่แล้วพาไปดูเสื้อผ้าร้าน One Piece Mugiwara Store Bangkok กันไปแล้ว คราวนี้มาดูสินค้าอื่นกันนะครับ

ใกล้ชั้นแขวนเสื้อ ก็จะมีหุ่มที่ใส่ผ้าคลุมอยู่ครับ

มีหมวกช็อปเปอร์ด้วยล่ะ ^^

ที่อยู่ในชั้นข้างล่างก็จะเป็นหมวกแบบตุ๊กตา สวมหัวไว้อุ่นๆ น่ารักดีด้วย ^^

หมวกหมีขาวววววว…..

เดินแป๊บนึง เจอเพื่อนพอดี เลยได้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย

ตุ๊กตาช็อปเปอร์น่ารักๆนี่ แต่ราคาไม่น่ารักเท่าไหร่นะ

มีตัวธรรมดา ก็สองพันนิดๆแล้วล่ะ

ตัวนี้ เป็น Limited ช็อปเปอร์ใส่เสื้อลูฟี่ รู้สึกจะ 2,400 บาท นะ

อีกตัว ช็อปเปอร์ใส่เสื้อลอว์ ก็ราคาเท่าตัวที่ใส่เสื้อลูฟี่ล่ะ

เพื่อนพาดูโซนฟิกเกอร์ด้วย พอเห็นชั้นฟิกเกอร์ของนามิจาก One Piece Movie เท่านั้นล่ะ… ตัว Limited หมดแล้ว…. ที่ไปดูนี่วันเปิดนะ…..

ตัวที่เป็น Limited เป็นตัวที่ใส่ชุดสีทองครับ

เถิบมานิดนึง ก็เป็นตู้โชว์ฟิกเกอร์ครับ

แถวบนจะเป็นฟิกเกอร์ธรรมดา

ส่วนแถวล่างที่ใส่เสื้อสีดำกัน จะเป็นฟิกเกอร์ Limited จากหนังครับ น่าสะสมเหมือนกันนะ

ข้างๆ ก็เป็นชั้นวางกล่องฟิกเกอร์ครับ เลือกซื้อกันได้ตามใจชอบเลย น่าสะสมเยอะเลยนะเนี่ย

ชั้นวางฟิกเกอร์นี่ยาวมาถึงแถวหน้าร้านเลยครับ ไล่มาเรื่อยๆ มาเจอกล่องที่เป็นตัวต่อรถถัง เครื่องบิน เรือโกอิ้งแมรี่ด้วยอ่ะ เริ่มอยากได้แล้วสิ งึงึ งึงึ….

เสร็จจากฟิกเกอร์ ก็วนกลับมาดูของอย่างอื่นบ้าง

อันนี้หมวกลูฟี่…

อันนี้กระเป๋าสะพาย ก็สวยดีนะ

พวงกุญแจต่างๆ

เด็กกำลังเลือกของกันเต็มเลย

ตัวต่อรูปเรือ Going Merry อ่ะ

แก้วมัคในกล่อง…

แก้วสวยดีอ่ะ อยากได้

ที่ห้อยกระเป๋า ก็น่าเก็บนะ

แอบเห็นที่รองข้อมูลเวลาใช้เม้าส์รูปโซโลกับลูฟี่….

ตรงนี้เค้ามีป้ายประกาศจับตัวละครต่างของ One Piece ขายด้วยล่ะ ตอนที่ไปนี่หมดไปเยอะแล้วนะ

มุมหลังร้าน จะมีหนังสือการ์ตูนกับดีวีดีของ One Piece ขายด้วย แต่คราวนี้เก็บรูปมาแต่ ดีวีดีอ่ะ

วันเปิดร้าน วันที่ 9 กันยายน นี่ เค้าลดราคาหนังสือการ์ตูนตอนพิเศษจากหนังด้วยนะ จาก 200 บาท เหลือ แค่ 100 บาทเท่านั้นเองล่ะ

สุดท้ายแล้วครับ ตรงมุมหลังแคชเชียร์จะมีสินค้า Limited เฉพาะที่ Bangkok Store เท่านั้นครับ เป็นลาย One Piece ที่วาดพิเศษเฉพาะประเทศไทยครับ เช่นขี่ช้าง เล่นสงกรานต์ นั่งรถตุ๊กๆ

แต่แอบขัดใจอ่ะ เสื้อยืด ทำออกมาไม่ดีอ่ะ ไม่ชอบ

คราวนี้จบเท่านี้ก่อนนะครับ สำหรับร้าน Mugiwara Store Bangkok ที่พึ่งเปิดไปเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2559 ที่ผ่านมาครับ

เดี๋ยวอาจจะแวะไปดูอีกเรื่อยๆ น่าจะมีอะไรมาให้ดูอีกนะ ระหว่างนี้ก็ไปติดตามเพจของร้านได้เลยครับ ที่ https://www.facebook.com/OnepieceMugiwaraBangkok

[รีวิว] แวะดูร้าน One Piece Mugiwara Store Bangkok มาดูสินค้าจากการ์ตูนวันพีซกัน ^^ (ตอนที่ 1)

เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ตื่นเช้ามาก็มาทำงานปกติ ตอนบ่ายออกมาที่เกตเวย์เอกมัยเอาเอกสารมาให้แฟน ตอนแรกก็กะว่าจะมาแป๊บเดียว เดินๆมาเจอป้ายโฆษณาอยู่บนตึก ก็เออเดี๋ยวไปหาเพื่อนแป๊บนึง กะว่าจะไปทักทายนิดนึง เห็นมันถ่ายรูปลงเฟสว่ามาร้านนี้

ป้ายโฆษณาร้าน One Piece Mugiwara Store Bangkok

แต่พอไปถึง เห้ย! มันน่าเข้ามากอ่ะ!

ตอนแรกกะจะหาเพื่อนให้มันพาเข้าไปให้เพราะคนต่อแถวหน้าร้านเยอะมากอ่ะ แต่รอไม่ไหว เลยต้องไปต่อคิวกับเด็กๆเค้า ^^

บรรยากาศหน้าร้าน One Piece Mugiwara Bangkok เด็กต่อแถวกันเยอะเลย

แต่ก็รอคิวไม่นานนะครับ อีกแป๊บเดียวก็ได้เข้าไปในร้านแล้วล่ะ

พอเข้าร้านมาได้ก็เจอซุ้มตุ๊กตาช็อปเปอร์ก่อนเลย

ตุ๊กตาช็อปเปอร์อย่างเยอะเลย

เลยเข้ามาอีกหน่อย เจอป้าย Pre-order ครับ สงสัยจะมีบริการสั่งสินค้าจากต่างประเทศให้ด้วยล่ะ

สินค้า Pre-order เห็นมีถุงผ้าลายการ์ตูนวันพีซล่ะ

เลี้ยวมานิดนึงเจอโซนเสื้อผ้าลายการ์ตูนวันพีซด้วยล่ะ อยากได้หลายตัวเลยอ่ะ

 

 

เสื้อกับกระเป๋าที่เอามาขายในร้าน One Piece Mugiwara Bangkok จะเอามาจากสองประเทศครับ มีฮ่องกง กับประเทศไทย (ผลิตในไทยนั่นแหละ)

ตัวนี้มาจากฮ่องกงนะ ถ้าจำไม่ผิด ราคาตัวละ 1090 บาทนะ

มีกระเป๋าด้วยล่ะ

กระเป๋าเป้วันพีซ

มีหมวกด้วย

หมวกวันพีซสวยดีอ่ะ

คราวนี้มาดูฝั่งของไทยบ้าง

เสื้อลายป้ายประกาศจับ ประกาศตัวกันเลยว่าเป็นสาวก

เสื้อลายสัญลักษณ์เรือดำน้ำของ Law
ชอบเสื้อตัวนี้อ่ะ ลายน่ารักดี

เห้อ….. แค่ลงรูปเสื้อก็เยอะแล้วอ่ะ เดี๋ยวโพสต์หน้ามาต่อกับ Accessories อื่นๆ กับฟิกเกอร์นะครับ ^^

ระหว่างนี้ก็เข้าไปดูเฟสบุ๊คของร้านก่อนได้ที่ https://www.facebook.com/OnepieceMugiwaraBangkok

ตอนที่ 2 มาแล้วนะ ไปดูกันเล้ยยย…

Content กับ Context – เนื้อหากับบริบท

วันนี้ได้อ่านสเตตัสของหนูเนยอันนึง เค้าพูดถึง Content กับ Blogger/Influencer ว่าควรจะต้องเลือก  Blogger ที่เหมาะสมกับ Content ด้วย เพราะ Blogger คือ Context ..

เลยสงสัย ว่าไอ้ Context นี่มันคืออะไร

เพราะสงสัย จึงไปหา

Context meaning

ทีนี้ ด้วยความรู้อันน้อยนิด ก็เลยถาม “ทำไม Blogger ถึงเป็น Context?” ได้ความว่า เพราะ Context มันติดตัวเราไป อย่างเวลานึกถึง Beauty Blogger ก็จะนึกถึงเนื้อหาที่เป็นการแต่งหน้า เครื่องสำอางค์ หรือพวก IT Blogger ก็จะคาดหวังเนื้อหาที่เป็น มือถือ gadget อะไรพวกนี้

………

งง

งง จริงๆครับ…. เดี๋ยวขอเล่าความเข้าใจดั่งเดิม ที่ได้ไปฟังคนที่มีความรู้มากกว่าผมหลายๆท่านก่อนนะครับ

พี่แก่ Nuttaputch เคยพูดในงาน Green eCommerce ไว้เกี่ยวกับ Content Marketing 101 ว่า Content มันคือทุกอย่าง ตั้งแต่ รูป คู่มือ บทความ เพลง วิดีโอ แผ่นโฆษณา แต่ทีนี้ การสร้าง Content ควรจะต้องสร้างเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายของเราต้องการ

หรือเวลาไปฟังสัมมนาการตลาด ก็จะเน้นกันเหลือเกินว่าจะต้องยึดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง เป็นตัวตั้งต้น เวลาจะทำการตลาดอะไร ให้นึกถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก

หรือ เร็วๆนี้เอง ได้ดูวิดีโอที่พี่ด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค ได้พูดเอาไว้ในงานของบุญถาวร เนื้อหาในนั้น แกพูดเกี่ยวกับการออกแบบโดยที่เรายัง embrace context หรือ embrace บริบท

แล้วอย่างที่หนูเนยบอก มันเหมือนกันกับ Branding, Personal Branding ที่พูดกันบ่อยๆอ่ะครับ

ก้อ…. เลยคิดว่า Context ที่เวลาเราจะออกแบบ Content ขึ้นมา Context ที่เป็นตัวกำหนดแนวทางของ Content นั้น ก็ควรจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราจะสื่อสารด้วยตะหาก… ส่วน Blogger/Influencer ก็เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่เราออกแบบ

Context ในตัวบุคคล

แต่…. ยัง ยังไม่จบนะครับ ในแนวคิดของหนูเนยเค้า ก็ถูกต้องเหมือนกัน เพราะในตัวบุคคลก็มีบริบทอยู่เหมือนกัน  อย่างเช่น ถ้านึกถึงหนูเนย เมื่อก่อนจะนึกถึง windows phone, droidsans มาตอนนี้นึกถึง pokemon go, บิงซู, อาจารย์สอนเขียนแอนดรอยด์

เป็นเพราะบริบทของตัวบุคคลเปลี่ยน ด้วยประสบการณ์ที่บุคคลนั้นๆได้รับ เวลาผ่านไป เค้าอาจจะได้ฝึกฝนอะไรบางอย่าง เช่น ถ่ายรูป เขียนโปรแกรม ทำอาหาร ถ่ายวิดีโอ แต่งหน้า … อย่างที่หนูเนยได้ทำในช่วงที่ผ่านมานี้ครับ มันทำให้เรามีลักษณะเฉพาะของตัวเราเองครับ เวลาคนอื่นนึกถึงตัวเรา ก็จะนึกถึงสิ่งที่เราได้เคยทำมา

อันนี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็น Personal Branding อย่างถ้านึกถึงคุณตัน ก็จะนึกถึงชาเขียวอิชิตัน ถ้านึกถึงพี่ป้อมภาวุธ ก็จะนึกถึง tarad.com นึกถึง ecommerce (หรือถ้ารุ่นเก่าๆหน่อย ต้อง thaisecondhand.com เลยครับ ^^)

Context ในตัวบุคคล กับ Content ที่เรากำลังออกแบบ

ทีนี้ Context ในตัวบุคคลมีส่วนสำคัญกับ Content มั้ย?? ต้องตอบว่ามีครับ

แต่ให้เรานึกถึง กลุ่มเป้าหมายที่เราจะส่ง Content ไปถึงก่อน ว่ากลุ่มคนเหล่านั้น มี Context อะไรบ้าง ชอบอะไร อายุเท่าไหร่ แต่งตัวยังไง ชอบไปที่ไหน ใช้มือถืออะไร มี mobile device กี่เครื่อง

ทีนี้ ก็มาดู Blogger/Influencer ที่เรากำลังพิจารณา ว่าเค้าเหล่านั้น มี Context ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเรารึเปล่า มีความน่าเชื่อถือในหัวข้อ Content ที่เราจะออกแบบมั้ย มีสไตล์ในการนำเสนอเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเรารึเปล่า

Content = Product

คุยกันได้พอสมควร ก็กลับมานั่งคิดของตัวเอง (พอคิดเสร็จก็คิดว่าจะต้องเอามาเขียนลงบล็อกนี่แหละ ^^)
คิดไปก็วาดรูปได้แบบนี้

 

Content as a Product
ไอเดียของผมคือ ถ้าเรานึกถึง Blogger หรือคอลัมนิสต์ซักคน สินค้าของเค้าก็ Content ที่เค้าสร้างนั่นเอง คนเขียนหรือ Blogger/Influencer ก็คือคนออกแบบ Product นั้นๆ ความคิดของเค้า สไตล์การเขียนการนำเสนอ ก็คือ Material หรือวัตถุดิบในการสร้างสินค้าตัวนั้นๆ
เหมือนกับเวลาเราจะทำโต๊ะซักตัว เราอาจจะเอาไม้มาทำโต๊ะก็ได้ ซึ่งไม้ก็มีบริบทอย่างนึง ถ้าโต๊ะตัวนั้น เราเอาสีไปทาทับลายไม้ ก็เหมือนเราบังคับให้คนเขียน เขียนตามที่เราบอก แต่ถ้าเราปล่อยให้ไม้เหล่านั้นได้แสดงลายของมัน ได้แสดงเนื้อแท้ของไม้เอง เราก็จะได้โต๊ะที่สวยในแบบที่ไม่ทำลายบริบทของไม้เลย (ตอนเขียนนี่คิดมาได้ แล้วถ้าเราทำสีเสี้ยนล่ะ จะเป็นยังไง??)
หรือเราอาจจะเลือกวัสดุแบบอื่นมาทำโต๊ะก็ได้ เช่น เหล็ก สเตนเลส พลาสติก ซึ่งวัสดุเหล่านี้ก็มีบริบทที่ต่างกันไป เหมาะกับกลุ่มคนที่หลากหลายกันไป ในสไตล์ที่ต่างกัน
เขียนโพสต์นี้ไป ก็นึกถึงโต๊ะของพี่ด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค ที่เอาไม้ Recycle มาใช้ แกบอกว่า แก embrace บริบท
ไม้ recycle มีบริบทเป็นยังไง แกก็ออกแบบโต๊ะบนบริบทนั้นๆ
———————–
ก็เท่านี้แหละครับ ความคิดก็จบตรงนี้ แต่ก็สามารถคิดต่อได้เรื่อยๆ  เดี๋ยวถ้ามีความคิดอะไรน่าสนใจ ก็จะเอามาเขียนอีกนะครับ ^^
มีความเห็นยังไง คุยกันนะครับ

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 6 – หรือนี่เป็นจุดกำเนิดของคำว่า “น้ำรอการระบาย”

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องจากดร.มาเล่าฟังอีกแล้ว ช่วงนี้ก็เข้าหน้าฝนของปีอีกแล้ว พอฝนตกหนักน้ำก็เลยท่วม พอดีที่ผู้ว่าฯกทมเค้าขอให้ใช้คำว่า “น้ำรอการระบาย” แล้วก็มีหลายๆคนเอาไปเล่นกันสนุกใหญ่เลย

เมื่อวานก็คุยกันเล่นๆกับดร. ก็เลยไปถึงไอ้คำว่า “น้ำรอการระบาย” ของผู้ว่าฯ นี่แหละ อยู่ดีๆดร.ก็พูดขึ้นมาว่า “พ่อนี่แหละ เป็นคนเริ่มคำว่า ‘น้ำรอการระบาย’

ไอ้เราก็ ห้ะ! ใช่หรอป๊า? ทีนี้ดร.ก็เลยเล่าให้ฟัง

คือเมื่อก่อน ตอนที่ดร.เคยรับราชการอยู่ที่กรมทรัพย์ฯ เคยเขียนบทความให้กทม. เกี่ยวกับน้ำท่วมในกรุงเทพเนี่ยแหละ

ดร.ยกตัวอย่าง ถ.วิภาวดี ในสมัยก่อนนั้น ถ.วิภาวดียังไม่ใหญ่เท่านี้ (จำไม่ได้แล้วว่ามีข้างละกี่เลน เดี๋ยวไปถามมาใหม่) แล้วข้างถนนสองข้างก็จะมีคู เอาไว้ระบายน้ำจากถนน คูมันก็กว้าง แบบกว้าง 3-4 เมตร แล้วก็ลึก เมตรกว่าเลยล่ะ แต่พอเมืองขยาย เค้าก็ขยายถนน แล้วก็เอาดินไปถมคูที่อยู่ข้างๆถนน แล้วเดินเป็นท่อระบายน้ำแทน ไอ้ท่อระบายน้ำที่เอาแทนเนี่ย มันเหลือความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางแค่ 1 เมตรแค่นั้นเอง ทีนี้ พอฝนตกมาบนถนน น้ำที่เคยมีคูระบายน้ำขนาดใหญ่ไว้รอรับ มันก็ไม่มีที่ไป มันก็เลยอยู่บนถนน เพื่อ “รอการระบาย” นี่แหละ

นั่นแหละครับ ดร.บอกว่าไอ้ “น้ำรอการระบาย” เนี่ย มันเกิดจากท่อระบายน้ำมันเล็กเกินไป มันระบายไม่ทัน มันเลยรอการระบายก่อน … สงสัยผู้ว่าฯคงได้ไปอ่านบทความที่ดร.เขียนเอาไว้ให้มั้งครับ ^^

จบก่อนนะ เดี๋ยวเขียนเรื่องเสาเข็มกับน้ำในกรุงเทพให้อ่านอีกทีนะครับ

Ps: เขียนแบบเร็วๆก่อนนะครับ เดี๋ยวหารูปมาใส่อีกที