ทรงผม . ความยิ่งใหญ่ . วัฒนธรรม กับธรรมชาติของความใหญ่

สวัสดีครับ โพสต์นี้เกิดมาจากความสงสัยจากที่ได้ดูซีรี่ส์เรื่อง Kingdom ก็เอามาเขียนเป็นบล็อกซะเลย โพสต์นี้เริ่มจากทรงผมที่ยิ่งใหญ่อลังการ ก็ขอร่ายยาวไปเรื่อยเลยนะ พอคิดเรื่องนึงมันก็เลยกระโดดไปอีกเรื่อง และอีกเรื่อง… ไปจบอีกแบบ ไม่รู้ว่าไปถึงตรงนั้นได้ยังไง ก็ลองอ่านกันดูนะครับ

ความยิ่งใหญ่ในซีรี่ส์

รูปจากซีรี่ส์เรื่อง Kingdom ของ Netflix

เรื่องเริ่มมาจากที่ผมได้ดูซีรี่ส์ Kingdom ของ Netflix ครับ.. ในเรื่องนี้เราจะเจอราชินีของพระราชาซึ่งจะสังเกตได้ว่า ทรงผมของราชินีจะใหญ่มาก ยิ่งใหญ่อลังการดาวสิบล้านดวง . .

ไอ้เราก็สงสัยอะเนอะ ว่าคนที่ทำผมแบบนี้ เค้าจะรู้สึกหนักหัวมั้ย จะทำผมแบบนี้ทีนึงต้องมีคนช่วยเยอะแยะเลย… แล้วจะนอนยังไง บลาๆๆ….

จนมาถึงยุคปัจจุบัน

จนมานึกถึงป้าๆที่เค้าชอบทำผมทรงกระบัง หรือที่บางคนเค้าเรียกว่าทรงรังนก .. ก็เออ … ทำเหมือนกันเลยแฮะ…

รูปจาก pantip.com
รูปจาก pantip.com

เหตุผลเบื้องหลัง

แล้วทำไมเค้าถึงทำผมแบบนั้นกันล่ะ? .. เมื่อมาดูในละครจีน เกาหลี ต่างๆ ก็จะเห็นว่าผู้หญิงที่มีตำแหน่งสูงจะมีทรงผมที่ยิ่งใหญ่อลังการแบบนี้เลย แล้วตำแหน่งที่เล็กรองลงมา ก็จะมีทรงผมที่เล็กลงไปเรื่อยๆ จน..สามัญชนธรรมดาก็จะไม่ได้ทำผมอะไรเท่าไหร่ … และเมื่อมาสังเกตป้าๆในยุคปัจจุบันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ผู้หญิงที่ทำผมพองๆ ใหญ่ๆ กระบังสูงๆ นี่เค้าก็เป็นพวกคุณหญิงคุณนาย พวกมีหน้ามีตาในสังคมกันทั้งนั้นเลยนะ

ฉะนั้น.. ก็เลยพอจะสรุปได้คร่าวๆว่า การทำผมแบบอลังการแบบนั้น เป็นการแสดงสถานะ แสดงอำนาจกัน ยิ่งตำแหน่งสูง ทรงผมก็จะยิ่งใหญ่โตครับ

ผู้ชายกับความยิ่งใหญ่

เอาล่ะ เราลองมาดูฝั่งผู้ชายกันบ้างครับ.. สำหรับผู้ชาย เราจะไม่เห็นการทำทรงผมที่ใหญ่โตอลังการแบบนั้นกันนะครับ.. แต่จะไปเน้นที่การแต่งกายกันซะมากกว่า อาจจะมีหมวกหรือมงกุฏมาใส่แล้วทำให้ดูยิ่งใหญ่ แล้วก็จะมีบัลลังก์ให้นั่งเพื่อเสริมบารมีอีกด้วย

ซึ่งพอสังเกตดีๆ ยิ่งตำแหน่งใหญ่ ก็จะมีเครื่องประดับบนหัวที่ดูใหญ่ดูแพงดูอลังการ เช่นเดียวกันกับแบบของผู้หญิง

พอมาดูผู้ชายในยุคปัจจุบัน.. เครื่องแสดงสถานะของผู้ชายก็ลดขนาดไปเยอะเหมือนกันครับ ที่เห็นคล้ายก็จะมีเสื้อสูท ส่วนทรงผมก็ยังมีลักษณะความยิ่งใหญ่อยู่บ้าง ดูคนที่มีลักษณะที่มีอำนาจ เค้ามักจะทำทรงผมแบบเรียบแปร้ หวีแสกข้าง หรือหวีเสยขึ้นไป.. ดูอย่างรูปจากซีรี่ส์เรื่อง Suits ข้างล่างนี้ก็ได้ครับ .. โดยเราจะเห็นว่า คนทางขวาหวีผมเสบเรียบ แต่งตัวเนี๊ยบใส่รองเท้าหนัง ซึ่งจะมีท่าทีสุขุมมีอำนาจ ซึ่งต่างจากคนทางซ้ายซึ่งผมจะดูยุ่งกว่าและใส่รองเท้าผ้าใบ..

รูปจากซีรี่ส์เรื่อง Suit
รูปจากซีรี่ส์เรื่อง Suits

ความยิ่งใหญ่ในสัตว์

เอาล่ะ คราวนี้เลยเถิดออกมาละ… เมื่อนึกถึงการทำตัวใหญ่โตแบบที่เขียนถึงไปข้างต้นแล้ว ก็เลยนึกดูว่ามีสัตว์อะไรบ้างที่ชอบทำตัวใหญ่โต

ที่นึกได้ก็จะมีสิงโตกับนกยูงครับ

สิงโตตัวผู้จะมีแผงคอไว้แสดงอำนาจครับ ส่วนนกยูงก็ใช้แพนอันสวยงามไว้ดึงดูดตัวเมียให้มาผสมพันธุ์กัน..

นอกจากสัตว์ในยุคปัจจุบันแล้ว ก็เลยไปนึกถึงสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์… ถ้าพูดถึงสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ก็ต้องเป็นไดโนเสาร์นี่แหละครับ ^^

ไดโนเสาร์นี่ก็มีหลายสายพันธุ์นะ ตั้งแต่เล็กจิ๋วไปจนถึงตัวใหญ่บิ๊กบึ้มกันเลย… และเมื่อพูดถึงไดโนเสาร์ที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุด เราก็มักจะนึกถึงเจ้าไทแรนโนซอรัสเร็กซ์ครับ

เจ้าทีเร็กซ์นี่เปรียบเหมือนราชาของเหล่าไดโนเสาร์เลยนะ มันดูน่าเกรงขามมาก ด้วยขนาดที่ใหญ่และพละกำลังที่มากมายของมัน ทำให้ไดโนเสาร์ตัวอื่นต้องเกรงๆมันอยู่เหมือนกัน

ใหญ่แล้วไง?

พอพูดถึงไดโนเสาร์แล้ว ผมก็เลยคิดถึงการที่มันสูญพันธุ์ไป… ที่เคยดูเคยอ่าน เค้าบอกว่าที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเพราะโลกเกิดการเปลี่ยนทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เลยเกิดผลกระทบกับไดโนเสาร์ที่ปรับตัวไม่ได้ เกิดการขาดแคลนอาหาร ไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่เลยสูญพันธุ์ไป…

แต่ก็ยังมีไดโนเสาร์บางพันธุ์ที่ยังอยู่รอดอยู่นะ อย่างเจ้าแรพเตอร์นี่ก็เป็นบรรพบุรุษของนกและไก่ในยุคนี้.. Megalodon ที่เป็นบรรพบุรุษของฉลาม หรือเจ้าจระเข้ที่สืบเชื้อสายมายาวนานตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์

ทำไมไดโนเสาร์พวกนี้ถึงอยู่รอดมาได้? นั่นก็เพราะว่าไดโนเสาร์พวกนั้นมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปครับ อย่างเจ้าแรพเตอร์มันก็อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำท่วม มันก็เลยขึ้นไปอยํ่บนต้นไม้ ทีนี้มันเลยต้องกระโดดไปมาจนพัฒนาขามาเป็นกรงเล็บแบบนก มีปีกแบบนก เพื่อให้สามารถหาอาหารได้ง่าย .. .. อย่าง Megalodon ที่กลายมาเป็นฉลามให้ยุคนี้ มันก็มีการลดขนาดมาเรื่อยนะครับ ซึ่งก็เหมือนจระเข้ที่มีขนาดเล็กลงอย่างมาก.. ลองนึกดูสิ ในยุคดึกดำบรรพ์พวกมันมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน แต่กลับมามีขนาดอย่างที่เราเห็นกันในยุคนี้.. พวกมันต้องปรับตัวกันอย่างหนักมากเลยนะ

การปรับตัวจากยุคดึกดำบรรพ์สู่ยุคดิจิตอล

อะ… พอพูดถึงการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงเนี่ย ก็เลยนึกถึงยุคนี้เลยล่ะ เป็นยุคแห่ง disruption กันเลยทีเดียว รู้สึกเหมือนแบบ.. ดิจิตอลเป็นอุกกาบาตขนาดใหญ่มาชนโลกเลยนะ ทำให้สภาพแวดล้อมต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเยอะและเร็วมาก… หลายๆบริษัทก็รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้นะ แต่ก็มีเพียงแค่บางบริษัทเท่านั้นที่สามารถปรับตัวได้ทัน..

สตาร์ตอัพเองก็เกิดมาในสิ่งแวดล้อมแบบดิจิตอลแบบนี้อยู่แล้ว ก็จะสามารถหากินได้สบายในยุคนี้เลยล่ะ …. แต่สำหรับบริษัทธรรมดา จะไม่ว่าบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ ก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน ..

คืออย่างนี้ ผมเปรียบสภาพการทำธุรกิจเหมือนการหาอาหาร… ในยุคดึกดำบรรพ์ตอนที่น้ำท่วมโลก อาหารต่างๆ ก็หนีขึ้นต้นไม้กันหมด.. สำหรับยุคดิจิตอลนี้ ลูกค้าก็หนีขึ้นไปบนเมฆ (Cloud) เหมือนกัน … ในยุคดึกดำบรรพ์ เจ้าแรพเตอร์ก็ต้องหนีขึ้นไปบนต้นไม้และกระโดดไปมา ก็เปรียบเหมือนในยุคนี้ที่บริษัทต่างๆ ก็ต้องปรับตัวไปหาลูกค้า หากินกันบนโลกดิจิตอล

การที่บริษัทต่างๆจะปรับตัวหรือไม่ อย่างแรกเลย ก็ต้องขึ้นอยู่บนหัว (head) ของบริษัทนั้นๆ ก็เหมือนแรพเตอร์น่ะแหละ ถ้ามันไม่คิดว่า “ไม่ได้ละ ถ้าไม่ขึ้นต้นไม้ เดี๋ยวจะไม่มีอาหารกินแน่นอน..” มันก็คงไม่ปรับตัวและคงสูญพันธุ์ไปแล้วล่ะ เปรียบเทียบบริษัท..ก็เหมือนกัน ถ้าบริษัทไม่คิดก่อนว่า “ไม่ได้ละ ถ้าไม่เข้าดิจิตอลไม่ได้ลูกค้าแน่นอน” บริษัทก็ต้องปรับตัวต้องทดลองกันไป…

แล้วถ้าจะถามว่า บริษัทใหญ่ๆจะตายมั้ย? ต้องบอกว่า มันมีบริษัทที่เรียกว่าตายไปแล้วจริงๆ ทั้งบริษัทใหญ่และบริษัทเล็กน่ะแหละ อย่าง Kodak, Minolta ก็เรียกว่าตายไปเลยล่ะ Nokia ก็จบกับมือถือไปแล้ว เหลือแต่ธุรกิจ Network .. แต่ก็มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวอยู่บ้าง อย่าง Fuji Film ที่พลิกมาทำธุรกิจเครื่องสำอางค์ และทำกล้องดิจิตอลได้ดีระดับนึงเลยล่ะ… จริงๆผมนึกถึงไดโนเสาร์ที่ยังอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้นะ ยักษ์ใหญ่อย่าง Megalodon ก็ปรับตัวและสืบเชื้อสายมาเป็นฉลาม หรือจรเข้เองก็อยู่ยั่งยืนยงมาจนถึงปัจจุบันนี้นะ เพียงแค่ตัวมันเล็กลงจากยุคดึกดำบรรพ์แค่นั้นเอง ซึ่งการปรับตัวแบบนี้เราก็เริ่มเห็นกันบ้างแล้วนะครับ อย่าง SCB หรือ KBank ที่มีการปรับตัว ลดขนาดองค์กรลดสาขาลงไป……..


สรุป

ขอสรุปนิดนึงนะครับ โพสต์นี้ร่ายยาวไปไกลเลย ตั้งแต่สังเกตเรื่องความใหญ่โตของทรงผมไปจนถึงธรรมชาติของมัน ทำไมต้องใหญ่โต ก็เลยมาจนถึงการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมนั้นมีอยู่ตลอดเลยนะ และเราก็จะเห็นว่า การปรับตัวนั้น มีมาอยู่แล้วตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์…. แล้วคุณล่ะ ปรับตัวรึยัง?

Booking.com
Booking.com

One Reply to “ทรงผม . ความยิ่งใหญ่ . วัฒนธรรม กับธรรมชาติของความใหญ่”

  1. […] 2019-02-09 ทรงผม . ความยิ่งใหญ่ . วัฒนธรรม กับธรร… […]

Leave a Reply